Tax Free และ Duty Free คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร?

Tax Free และ Duty Free คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร?

เคยกันไหม ไปเที่ยวต่างประเทศกำลังจะช้อปปิ้ง หยิบของเพลินๆ แต่หันไปเจอคำว่า Tax free แล้วบางที่ก็เจอคำว่า Duty free ด้วย ร้านค้าปลอดภาษีเหมือนกันนี่นา แล้วมันต่างกันยังไงหว่า หันซ้ายหันขวาไม่รู้จะไปถามใคร ถ้าไปเที่ยวเมื่อไหร่เซฟไว้อ่านก็ได้ครับ จริงๆแล้วทั้งสองอย่างก็คือภาษีเหมือนกัน แล้วมันมีข้อแตกต่างกันตรงไหน เงื่อนไขเป็นยังไง ตามพี่ช้างมาไขข้อสงสัยกันครับ

 


 

TAX FREE

ร้านค้าที่ติดสติ๊กเกอร์ว่า TAX FREE เอาไว้ ให้เรารู้ไว้เลยว่าภาษีตัวนี้ที่เค้าหมายถึงมันคือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะฉะนั้น TAX FREE ก็คือการปลอดภาษีมูลค่าเพิ่ม TAX ตัวนี้คือที่ในบ้านเราเรียกว่า VAT นั่นแหละครับ ยกตัวอย่าง ถ้าเราซื้อสินค้าในประเทศญี่ปุ่นในราคา 500 เยน ถ้าเป็นคนญี่ปุ่นจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่าสินค้าอีก 8% เท่ากับคนญี่ปุ่นต้องจ่ายค่าสินค้านั้นเป็นเงินทั้งหมด 540 เยนครับ แต่ถ้าเป็นชาวต่างชาติจะไม่ต้องจ่ายครับ จ่ายแค่ราคาสินค้า 500 เยน แต่ต้องเป็นร้านที่มีคำว่า TAX FREE ติดไว้เท่านั้นนะครับ แต่ถ้าเราไม่เห็นว่ามีติดไว้ก็ลองถามได้เลย ไม่ต้องเขิน สินค้าที่สามารถยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะเป็นสินค้าที่มีขายในพื้นที่ของประเทศนั้นๆ เป็นร้านของประเทศนั้นๆ หรือประเทศนั้นๆผลิตเอง สินค้าที่ถูกนำมาขายถ้าเป็นของนอกก็เท่ากับเสียภาษีนำเข้า-ส่งออกมาเรียบร้อยแล้ว เรามาดูเงื่อนไขสินค้า TAX FREE แบบเป็นข้อๆกันดีกว่า จะได้ไม่งงเนอะ

ภาษีที่หักลด : คือภาษีมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้านั้นๆ จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องเช็คที่ประเทศปลายทางอีกครั้งว่าใช้เรทกี่เปอร์เซ็น เช่น ในเมืองไทยตอนนี้ใช้เรท 7%

เอกสารใช้ยื่นซื้อ : ต้องยื่นพาสปอร์ตกับพนักงานก่อนชำระเงินทุกครั้งเพื่อให้ทราบว่าเป็นนักท่องเที่ยว พร้อมตั๋วเครื่องบินขาออกจากประเทศ

กฎของตัวสินค้า : สินค้าที่ปลอดภาษีมูลค่าเพิ่มจำพวก เครื่องสำอาง ยา และอาหารต้องนำไปใช้นอกประเทศเท่านั้น สินค้าที่ซื้อไปจะถูกแพ็คค่อนข้างแน่นหนา หรือบางร้านอาจไม่แพ็คให้ จะแล้วแต่ร้านครับ แต่พวกเสื้อผ้า หรือสินค้านอกเหนือจาก 3 ชนิดนี้สามารถแกะใช้ได้เลย

เอกสารหลังซื้อ : พนักงานจะเย็บใบเสร็จติดพาสปอร์ต หรือแนบมาให้เราเมื่อชำระเงินแล้ว เพื่อไว้สำหรับให้พนักงานศุลกากรที่สนามบินตรวจ กรณีถูกเรียกตรวจกระเป๋าถ้าสินค้าถูกแกะใช้อาจจะมีปัญหาโดนเก็บภาษีย้อนหลังได้ เพราะถือว่าทำผิดกฎ อย่าทำเลยครับเพราะถ้าถูกยกเลิก TAX FREE จะเดือดร้อนกันระนาวเลยแหละ

ผู้ที่สามารถซื้อ : สินค้า TAX FREE หรือสินค้าที่ถูกยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม จะถูกจำกัดไว้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้น ถ้าเป็นคนในประเทศนั้นๆจะไม่ได้ยกเว้นภาษี

ยอดซื้อขั้นต่ำ : มียอดซื้อขั้นต่ำ โดยร้านที่มี TAX FREE จะมีการเขียนกำหนดไว้ว่าต้องซื้อยอดเงินเท่าไหร่จึงจะได้รับการยกเว้นภาษี เช่น ในญี่ปุ่นจะต้องซื้อถึง 5,000 เยนจึงจะได้ TAX FREE ครับ

หมายเหตุ : บางร้านที่ทำ TAX FREE ได้อาจลดให้ในใบเสร็จเลย หรือบางร้านอาจต้องไปทำเรื่อง TAX REFUND เองครับ ต้องลองสอบถามพนักงานดูให้ดีก่อนนะครับเพื่อความชัวร์ แต่ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นจะไม่เห็นการทำ TAX REFUND กันแล้วครับ สามารถเซ็นเอกสาร ยื่นหลักฐาน จ่ายเงินพร้อมหักลดภาษีได้ทันที

 


 

DUTY FREE

ร้านค้าปลอดภาษีส่วนนี้เราจะค่อนข้างคุ้นเคย คุ้นตากันดีเพราะมีอยู่เกือบทุกสนามบินบนโลกเลย ภาษีส่วนนี้จะหมายถึงภาษีการนำเข้า-ส่งออก หรือภาษีอากรนั่นเองครับ พอพูดถึงศุลกากรก็หนาวๆร้อนๆขึ้นมาเลย เมื่อร้านค้าที่มีการแปะป้ายว่าตัวเองคือร้าน DUTY FREE นั่นหมายความว่าสินค้าที่นำมาขายจะปลอดภาษีอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสุรา บุหรี่เลยครับ เรามาดูเงื่อนไขของ DUTY FREE แบบเป็นข้อๆกันครับ

ภาษีที่หักลด : DUTY FREE จะเป็นร้านปลอดภาษีทุกชนิด ตั้งแต่ภาษีอากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งภาษีบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ และไม่ต้องไปทำเรื่องขอภาษีคืนเหมือนกับ TAX REFUND

เอกสารใช้ยื่นซื้อ : การซื้อของจาก DUTY FREE จำเป็นจะต้องโชว์พาสปอร์ตเสมอ บางครั้งอาจโดนเรียกดูตั๋วเครื่องบินขากลับเป็นการยืนยันว่าเราจะมีการบินออกจากประเทศจริงและสามารถไปรับของที่สนามบินได้

กฎของตัวสินค้า : สินค้าที่ปลอดภาษีอากรต้องนำไปใช้นอกประเทศเท่านั้น สินค้าที่ซื้อไปจะถูกแพ็คค่อนข้างแน่นหนาเพราะต้องนำไปใช้นอกราชอาณาจักรเท่านั้น ส่วนใหญ่เมื่อซื้อสินค้าจากร้าน DUTY FREE จะต้องไปรับของที่สนามบินตอนขาออกจากประเทศเท่านั้น ไม่สามารถรับของได้ทันที

เอกสารหลังซื้อ : การรับของที่สนามบินเมื่อจ่ายเงินที่ร้าน DUTY FREE เรียบร้อยแล้ว คุณจะได้ใบรับสินค้าซึ่งแต่ละประเทศก็จะหน้าตาคล้ายๆกัน คือจะมีการแนบใบเสร็จ มากับใบรับสินค้าที่คุณต้องไปยื่นรับของที่สนามบิน ส่วนจุดรับของ ทางร้าน DUTY FREE จะมีการบอกจุดมาให้ว่าอยู่ส่วนไหนของสนามบิน บางครั้งอาจมีแผนที่มาให้ถ้ากลัวว่าจะหลงให้สอบถามเจ้าหน้าที่ในสนามบินก่อนเดินไปที่จุดรับของเพื่อไม่เสียเวลาหลงอยู่ด้านในนานๆ

ผู้ที่สามารถซื้อ : สินค้าจากร้าน DUTY FREE นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมทั้งคนในประเทศสามารถซื้อของจากในร้านได้หากมีการเดินทางออกจากประเทศจริง ต้องโชว์พาสปอร์ตและตั๋วเดินทางออกนอกประเทศทุกครั้ง

ยอดซื้อขั้นต่ำ : สินค้า DUTY FREE ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำ ว่าซื้อเท่าไหร่จึงจะไม่ต้องเสียภาษี เพราะ ไม่มีการคิดภาษีในราคาสินค้าอยู่แล้วจะซื้อยอดเท่าไหร่ กี่ชิ้นก็ได้ครับ

 

จบไปแล้วครับกับเรื่องภาษีที่นักท่องเที่ยวพบเจอกันบ่อยๆเมื่อเดินทางไปช้อปปิ้งในต่างแดน ต่อไปเราจะได้ไม่งงแล้วว่า DUTY FREE และ TAX FREE มีข้อแตกต่างกันอย่างไร อย่างที่เห็นครับสิ่งที่เหมือนกันคือห้ามใช้ในประเทศที่ซื้อ ต้องนำออกไปใช้นอกประเทศเท่านั้นไม่มีข้อยกเว้น หากมีการเปิดใช้ในประเทศและศุลกากรจับได้จะต้องเสียภาษีย้อนหลังกันน้า ช้อปปิ้งให้สนุกนะครับ กระเป๋าไม่ฉีกเราไม่กลับ

Related Post